ส่วนองค์ประกอบสำคัญในแผนธุรกิจนั้นที่จริงแล้วมิได้มีการกำหนดไว้ตายตัว  แต่อย่างไรก็ตามองค์ประกอบหลักที่นักลงทุนมักพิจารณาว่าเป็นสิ่งสำคัญและต้องการที่จะทราบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  คือ

องค์ประกอบที่ 1  บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
บทสรุปสำหรับผู้บริหารนั้นเป็นส่วนที่สรุปใจความสำคัญๆ ของแผนธุรกิจทั้งหมดให้อยู่ในความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า ส่วนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นส่วนแรกที่ผู้ร่วมลงทุนจะอ่าน และจะต้องตัดสินใจจากส่วนนี้ว่าจะอ่านรายละเอียดในตัวแผนต่อไปหรือไม่ ดังนั้น บทสรุปผู้บริหารจึงต้องชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญคือ

1) ชี้ให้เห็นว่ามีโอกาสจริงๆ ที่จะเกิดขึ้นในตลาดสำหรับธุรกิจที่กำลังคิดจะทำ

2) ต้องชี้ให้เห็นว่าสินค้าหรือบริการที่จะทำนั้น จะสามารถใช้โอกาสในตลาดที่ว่านั้นให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

บทสรุปผู้บริหารจึงต้องเขียนให้เกิดความน่าเชื่อถือ  หนักแน่น และชวนให้ติดตามรายละเอียดที่อยู่ในแผนต่อไป  ผู้เขียนแผนพึงระลึกไว้เสมอว่าคุณภาพของบทสรุปผู้บริหารจะสะท้อนถึงคุณภาพของแผนโดยรวม  จึงควรให้เวลากับการเขียนแผนส่วนนี้อย่างพิถีพิถัน
ส่วนเนื้อหาในส่วนนี้ควรประกอบไปด้วยสิ่งต่อไปนี้

1)      อธิบายว่าจะทำธุรกิจอะไรและแนวคิดของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร

2)      แสดงถึงโอกาสและกลยุทธ์ในการทำธุรกิจนั้น  ว่าทำไมธุรกิจนี้น่าสนใจที่จะทำ

3)      กลุ่มลูกค้าเป้าหมายและการคาดคะเนลูกค้าเป้าหมาย

4)      ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจ

5)      ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจและความสามารถในการทำกำไร

6)      ทีมผู้บริหาร บอกถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์

7)      ข้อเสนอผลตอบแทน

องค์ประกอบที่ 2 ประวัติย่อของกิจการ
องค์ประกอบส่วนนี้เป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการก่อตั้ง ทั้งในด้านรูปแบบการจัดตั้งหรือจดทะเบียน ตลอดจนแนวคิดและที่มาของการเล็งเห็นโอกาสทางการตลาด การคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการ ที่ต้องการนำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นอกจากนี้ยังควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายระยะที่ต้องการให้เป็นในอนาคต

องค์ประกอบที่ 3 การวิเคราะห์สถานการณ์
ขั้นตอนแรกของการจัดทำแผนธุรกิจคือ  การพยายามทำความเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน  และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของปัจจัยสำคัญๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การแข่งขัน  ความน่าสนใจโดยรวมของอุตสาหกรรม  ตลอดจนความสามารถในการทำกำไร  และความพร้อมในด้านต่างๆ ของกิจการ  ดังนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์จึงเป็นงานอันดับแรกที่สำคัญที่ผู้ทำธุรกิจควรกระทำ  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดทิศทาง  กลยุทธ์  และแผนการดำเนินงานของกิจการ
ส่วนใหญ่แล้วเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์นี้คือ SWOT Analysis ได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน เพื่อมองหาจุดแข็ง (Strength) และจุดอ่อน (Weaknesses) ของกิจการ   และการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เพื่อมองหาโอกาส (Opportunities) และอุปสรรค (Threats) ของกิจการ
ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์สถานการณ์ คือบทวิเคราะห์ความเป็นไปและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินธุรกิจที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านต่างๆ ของกิจการต่อไป

องค์ประกอบที่ 4  วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ
วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ  นั้นคือผลลัพธ์ทางธุรกิจที่กิจการต้องได้รับในช่วงระยะเวลาของแผน  ซึ่งโดยทั่วไปเป้าหมายทางธุรกิจอาจเป็นเป้าหมายโดยรวมของกิจการและเป้าหมายเฉพาะด้าน  ในแต่ละแผนกหรือลักษณะงาน  เช่น เป้าหมายทางการตลาด  เป้าหมายทางการเงิน  เป้าหมายทางการผลิต เป็นต้น  นอกจากนี้เป้าหมายทางธุรกิจอาจแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง  และระยะยาว  ตามระยะเวลาอีกด้วย
ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายไม่ได้หมายถึงการมุ่งหวังเพียงผลกำไร หรือผลลัพธ์ในระยะสั้นมากจนเกินไป  โดยเฉพาะหากผลในระยะสั้นนั้นอาจจะก่อให้เกิดผลเสียได้ในระยะปานกลางและระยะยาวดังนั้นจะพบว่าลักษณะของเป้าหมายทางธุรกิจที่ดีมี 3 ประการคือ

1. มีความเป็นไปได้
2. สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
3. เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

องค์ประกอบที่ 5 แผนนำ คือ แผนการตลาด

แผนการตลาด คือ การกำหนดทิศทางและแนวทางในการทุ่มเทความพยายามทางการตลาด  ตลอดจนกลไกในการตรวจสอบและประเมินผลกิจกรรมการตลาดไว้ล่วงหน้า  โดยใช้ประโยชน์จากความเข้าใจที่ได้รับจากการวิเคราะห์สถานการณ์ในองค์ประกอบที่ 3 มาพิจารณาร่วมกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายทาธุรกิจที่กำหนดไว้ในองค์ประกอบที่ 4

โดยทั่วไปเนื้อหาของแผนการตลาดต้องตอบคำถามหลักๆ ให้กับผู้ทำธุรกิจดังต่อไปนี้

- เป้าหมายทางการตลาดที่ต้องทำให้ได้ในระยะเวลาของแผนคือเรื่องอะไรบ้าง

- ใครคือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มเป้าหมายหลักและกลุ่มเป้าหมายรอง

- จะนำเสนอสินค้าหรือบริการอะไรให้กับกลุ่มเป้าหมาย ในราคาเท่าไร และด้วยวิธีการใด

- จะสร้างและรักษาความพึงพอใจให้กับกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นได้ด้วยวิธีการใดบ้าง

- ถ้าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้จะปรับตัวหรือแก้ไขอย่างไร

โดยสรุปแล้วส่วนประกอบที่สำคัญของแผนการตลาดจะประกอบด้วยเนื้อหา หลักๆ 4 ส่วน คือ

1. เป้าหมายทางการตลาด

2. การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย

3. กลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาด  ประกอบด้วย กลยุทธ์การตลาดเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน  กลยุทธ์เพื่อการเติบโตทางการตลาด  และกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด

4. การควบคุมและประเมินผลทางการตลาด

องค์ประกอบที่ 6 แผนเชื่อม คือ แผนการผลิต

แผนการผลิตและการปฏิบัติที่ดีจะต้องสะท้อนความสามารถของกิจการในการจัดการกระบวนการผลิตและปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  โดยมุ่งเน้นประเด็นการจัดการไปยังระบบการแปลงสภาพวัตถุดิบและทรัพยากรในการผลิตให้เป็นผลผลิตซึ่งสามารถแสดงความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบได้  ตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้าวัตถุดิบ (input)  กระบวนการในการแปลงสภาพวัตถุดิบ (process)  จนถึง การนำออกผลผลิต (output) และข้อมูลย้อนกลับ (feedback)  โดยวัตถุดิบและทรัพยากรนั้นในที่นี้หมายความถึง ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้  ชั่วโมงแรงงานที่ทำการผลิต หรือค่าใช้จ่ายรวมของทรัพยากรทุกอย่างที่ใช้  สำหรับกระบวนการในการแปลงสภาพวัตถุดิบ ก็คือกระบวนการในการแปลงสภาพวัตถุดิบและทรัพยากรการผลิตให้เป็นผลผลิต  และผลผลิตในที่นี้คือจำนวนหรือมูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตได้นั่นเอง

ซึ่งในการวางแผนการผลิตและปฏิบัตินั้น  ผู้ทำธุรกิจต้องพิจารณาตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆต่างๆ ดังต่อไปนี้  โดยพยายามแสดงออกมาให้ได้รายละเอียดชัดเจนมากที่สุด ได้แก่

1. คุณภาพ

2. การออกแบบสินค้าและบริการ

3. การออกแบบกระบวนการผลิตและปฏิบัติการ

4. การตัดสินใจในเรื่องกำลังการผลิต

5. การเลือกสถานที่ตั้ง

6. การออกแบบผังของสถานประกอบการ

7. การออกแบบระบบงานและการวางแผนกำลังคน

8.  ระบบสินค้าคงคลัง

9. การจัดกระบวนการจัดสิ่งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

10. กำหนดการผลิตและปฏิบัติการ

11.การดำรงรักษาเครื่องมือและเครื่องจักร

องค์ประกอบที่ 7  แผนสนับสนุน คือ แผนการจัดการและแผนคน

ผู้จัดทำแผนจะต้องระบุโครงสร้างขององค์การให้ชัดเจน  โดยแสดงแผนผังโครงสร้างขององค์การว่าประกอบด้วยหน่วยงานอะไรบ้าง  หน่วยงานแต่ละหน่วยมีความรับผิดชอบอะไรบ้าง  รวมถึงตำแหน่งบริหารหลักๆ ขององค์การ  โครงสร้างของคณะกรรมการและการถือหุ้น   การเขียนในส่วนนี้ควรจะทำให้ผู้อ่านเห็นว่าคณะผู้บริหารรวมตัวกันในลักษณะเป็นทีมงานที่ดีในการบริหาร  มีความสมดุลในด้านความรู้  ความสามารถที่ครบถ้วน  ทั้งด้านเทคนิคและการบริหาร  มีความชำนาญและประสบการณ์ในกิจการที่ทำ  ซึ่งแผนส่วนนี้ควรประกอบไปด้วยรายละเอียดคือ

1.โครงสร้างองค์การ

2.ตำแหน่งบริหารหลักๆ ระบุบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละตำแหน่ง

3.ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้บริหาร

4. ผู้ร่วมลงทุน

5. คณะกรรมการบริษัท

องค์ประกอบที่ 8 แผนควบคุม คือ แผนการเงิน

ในการจัดทำแผนธุรกิจนั้น เจ้าของกิจการต้องทราบให้ได้ว่าแผนที่จัดทำขึ้น จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนเท่าใด  จะหามาได้จากแหล่งใดบ้าง  จากแหล่งเงินทุนภายในหรือภายนอก  (Financing Activities) จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการตัดสินใจนำเงินไปลงทุน (Investing Activities) ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ   กิจกรรมที่สำคัญต่อไปก็คือกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities) ซึ่งประกอบไปด้วยการผลิต  การซื้อ  การขาย และการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ  ซึ่งนักบัญชีจะเป็นผู้นำเสนอผลของกิจกรรมทั้งสาม  และสรุปออกมาเป็นงบการเงิน (Financial Statements)  ซึ่งเป็นรายงานขั้นสุดท้ายที่จะแสดงให้เห็นถึงข้อมูลทางการเงินของธุรกิจ หรืออาจจะเป็นงบการเงินที่ครอบคลุมการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในรอบระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง  ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าในรอบระยะเวลาที่ผ่านมานั้น  ธุรกิจมีฐานะการเงินอย่างไร  กำไรหรือขาดทุน  มีการเปลี่ยนแปลงในเงินสดอย่างไรบ้าง  เพิ่มขึ้นหรือลดลง และสาเหตุเกิดจากอะไร

งบการเงินจะต้องประกอบไปด้วย  งบดุล  งบกำไรขาดทุน  งบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของ  งบกระแสเงินสด  และ นโยบายบัญชี  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกิจการควรเปิดเผยรายการบัญชีในเรื่องต่อไปนี้ไว้ในงบการเงิน  ได้แก่  วิธีการรับรู้รายได้  การตีราคาสินค้าคงเหลือ  การตีราคาเงินทุน  ค่าเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ  วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาและการตัดบัญชีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน  การแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ  และการจัดทำงบการเงินรวม

องค์ประกอบที่ 9 แผนการดำเนินงาน

แผนการดำเนินงานก็คือการจัดทำรายละเอียดของกลยุทธ์ดังกล่าว  โดยการกำหนดกิจกรรมของกลยุทธ์แต่ละด้านให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  โดยในทางปฏิบัติผู้ประกอบการอาจจะทำแผนการดำเนินงานในลักษณะของตารางที่มีรายละเอียดของเป้าหมาย  กลยุทธ์  วิธีการ  งบประมาณ  และระยะเวลาดำเนินการ  โดยจัดทำรายละเอียดเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์  ตามที่ผู้ประกอบการเห็นสมควร

องค์ประกอบที่ 10 แผนฉุกเฉิน

เป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ต้องมีการคิดและเขียนไว้ล่วงหน้า  เพื่อเป็นการเตรียมแนวทางการดำเนินงานในกรณีที่สถานการณ์  หรือผลลัพธ์จากการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่คาดไว้  หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น  จนเป็นผลกระทบในทางลบกับกิจการ  ซึ่งโดยทั่วไปผู้ประกอบการควรอธิบายลักษณะความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจส่งผลให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปอย่างราบรื่นตามแผนที่ได้กำหนดไว้

 

ที่มา:

วิภาวรรณ กลิ่นหอม.(2551). สู่ความสำเร็จในการเขียนแผนธุรกิจ SMEs.กรุงเทพฯ: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 จาก http://www.sofinfinity.net/business.asp